เสียงกระซิบจากวังบางขุนพรหมถึงพี่ๆ วัยเกษียณ ทองในมือท่านแข็งแกร่งกว่าเงินบาทจริงหรือ
ข่าวทองคำ 5 มี.ค. 2569 09:06 31 ครั้ง

เสียงกระซิบจากวังบางขุนพรหมถึงพี่ๆ วัยเกษียณ ทองในมือท่านแข็งแกร่งกว่าเงินบาทจริงหรือ

เสียงกระซิบจากวังบางขุนพรหม: ทองคำในมือท่านกำลังเล่าเรื่องอะไร?

หลายท่านในวัยเกษียณอาจรู้สึกอุ่นใจเมื่อมองดูราคาทองคำวันนี้ที่นิ่งสนิทอยู่ที่ 77,200 บาทต่อบาททองคำแท่ง มันดูเป็นหลักประกันที่มั่นคงในโลกที่ผันผวนใช่ไหมครับ แต่ในฐานะนักข่าวที่คลุกคลีกับตลาดนี้มา 20 ปี ผมอยากชวนทุกท่านลองสวมบทบาทเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางในอดีต มองทะลุตัวเลขสีทองบนหน้าจอ แล้วลองตั้งคำถามกับความเชื่อที่เรายึดถือกันมานาน...ว่าทองคำนั้นเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเสมอไปจริงหรือ? หรือบางทีมันอาจเป็นเพียงกระจกสะท้อนความอ่อนแอของสินทรัพย์อื่นที่เราถืออยู่กันแน่?

คำถามข้อที่หนึ่ง: ถ้าทองคำโลกไม่ขยับ แต่ทองไทยแพงขึ้น ท่านจะดีใจหรือกังวล?

เรามักจะดีใจเมื่อเห็นราคาทองในประเทศปรับตัวสูงขึ้น แต่เคยสงสัยไหมครับว่าเบื้องหลังตัวเลขนั้นคืออะไร ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าผู้ว่าการธนาคารกลางในอดีตท่านหนึ่งเดินมากระซิบข้างหูท่านว่า:

  • สมการที่ไม่เคยโกหก: ราคาทองในไทยไม่ได้มาจากราคาตลาดโลก (Gold Spot) อย่างเดียว แต่มันคือผลคูณของ (ราคาตลาดโลก x ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์) พูดง่ายๆ ก็คือ ค่าเงินบาทมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดราคาที่เราเห็นกันทุกวันนี้ครับ
  • บาทอ่อน...ทองแพง: สมมติว่าราคาทองในตลาดโลกนิ่งสนิทไม่ไปไหน แต่เงินบาทกลับอ่อนค่าลงอย่างหนักจาก 35 เป็น 38 บาทต่อดอลลาร์ ผลลัพธ์คืออะไรทราบไหมครับ? ราคาทองในตู้เซฟของท่านจะแพงขึ้นทันทีโดยที่ทองคำโลกไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเลยสักนิด นี่คือภาพลวงตาของความมั่งคั่งหรือเปล่า?
  • บาทแข็ง...ทองถูก: ในทางกลับกัน หากทองคำโลกพุ่งทะยาน แต่เงินบาทไทยกลับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจทำให้ราคาทองในประเทศขึ้นไม่แรงเท่าที่ควรจะเป็น หรืออาจจะไม่ขึ้นเลยก็ได้ ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย มักจะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์นี้เสมอครับ

คำถามข้อที่สอง: ทำไมธนาคารกลางทั่วโลกถึงสะสมทอง แต่ก็ยังห่วงค่าเงินของตัวเอง?

บุคคลสำคัญอย่างผู้บริหารธนาคารกลางทั่วโลกต่างเร่งสะสมทองคำเข้าคลังสำรองกันเป็นประวัติการณ์ ตามรายงานของ World Gold Council แต่ทำไมพวกเขายังคงทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินของตัวเองอยู่? มันมีความขัดแย้งอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?

  • ทองคำคือแผนสอง: สำหรับธนาคารกลาง ทองคำคือสินทรัพย์สุดท้าย (Asset of Last Resort) ที่ไม่มีหนี้สินของใครมาผูกมัด มันคือหลักประกันความน่าเชื่อถือของประเทศในยามวิกฤตครับ
  • แต่เงินบาทคือลมหายใจ: ทว่าในชีวิตประจำวันของประเทศชาติและของพวกเราทุกคน 'เงินบาท' คือลมหายใจ เราใช้เงินบาทในการซื้อของ จับจ่าย ใช้ชีวิต และรับเงินบำนาญ เสถียรภาพของค่าเงินจึงส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ
  • โจทย์ใหญ่ของวัยเกษียณ: การที่ทองในมือราคาขึ้นเพราะเงินบาทอ่อนค่า อาจหมายความว่า เงินบำนาญและเงินฝาก ของท่านกำลังมีอำนาจซื้อลดลงไปพร้อมๆ กัน คำถามคือ...แล้วเราได้ประโยชน์จากมันจริงๆ หรือเป็นเพียงการย้ายความมั่งคั่งจากกระเป๋าซ้ายไปขวากันแน่?

คำถามสุดท้าย: บทเรียนเลือดสาดจากปี 2540 ยังสอนอะไรเราได้บ้าง?

พี่ๆ หลายท่านคงจำภาพวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ได้ดี วันที่เงินบาทลอยตัวและอ่อนค่าลงอย่างมหาศาล วันนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายท่านต้องทำงานอย่างหนักเพื่อกอบกู้วิกฤต วันนั้นทองคำได้สอนบทเรียนที่เจ็บปวดแต่ล้ำค่าแก่เราครับ

  • ทองพุ่งทะยานบนซากปรักหักพัง: ในปี 2540 ราคาทองในไทยพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว แต่การพุ่งขึ้นครั้งนั้นไม่ได้มาจากความมั่งคั่ง แต่มาจาก การล่มสลายของค่าเงินบาท คนที่มีทองอาจรู้สึกว่ารวยขึ้น แต่รอบตัวเต็มไปด้วยธุรกิจที่ล้มละลายและคนตกงาน
  • ความมั่งคั่งที่แท้จริงคืออะไร?: บทเรียนจากบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยสอนเราว่า เสถียรภาพของค่าเงินคือรากฐานของความมั่นคงโดยรวม การเห็นราคาทองในมือสูงขึ้นเพราะค่าเงินของประเทศอ่อนแอ อาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับแผนการเกษียณที่ต้องการความสงบสุขในระยะยาวครับ
  • มองให้รอบด้าน: ดังนั้น ก่อนจะดีใจกับราคาทองที่ปรับตัวสูงขึ้น ลองถามตัวเองสักนิดว่า...มันขึ้นเพราะความต้องการทองคำในโลกที่เพิ่มขึ้นจริงๆ หรือเป็นเพราะเงินบาทในกระเป๋าเราที่กำลังอ่อนค่าลง? การเข้าใจความแตกต่างนี้ คือหัวใจของการสร้างความมั่นคงที่แท้จริงครับ
แท็ก: #ทองคำสำรอง #วิกฤตต้มยำกุ้ง #ทองคำกับค่าเงินบาท #ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย #บทเรียนจากผู้ว่าแบงก์ชาติ #ลงทุนวัยเกษียณ #ความมั่นคงทางการเงิน #ราคาทอง 2569