ตำราเงินเฟ้อฉบับเผาทิ้ง เมื่อทองคำในตู้เซฟพวกเฮียกำลังจะถูกท้าทายด้วยเกมการเงินบทใหม่
เลิกท่องจำบทสวดเก่าๆ ทองคำไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเงินเฟ้ออีกต่อไปแล้วจริงหรือ
หน้ากระดานวันนี้ราคาทองแท่งขายออกนิ่งอยู่ที่ 75,900.00 บาท เปลี่ยนแปลง 0.00 บาท มันช่างดูสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใต้ผิวน้ำที่เรียบสนิทนี้ คลื่นใต้น้ำลูกมหึมากำลังก่อตัวครับ บรรดาเจ้าของร้านทอง ช่างทอง หรือใครก็ตามที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน คงท่องจำกันขึ้นใจว่า “เงินเฟ้อมา ทองคำต้องขึ้น” แต่ผมในฐานะที่เฝ้าดูตลาดนี้มา 20 ปี ขอพูดตรงๆ แบบไม่เกรงใจเลยว่า ตำราเล่มนั้นอาจต้องโยนทิ้งไปได้แล้ว เพราะเงินเฟ้อรอบใหม่ที่กำลังจะมาเยือน มันไม่ใช่ตัวเดียวกับที่เราเคยรู้จัก และทองคำในมือพวกเฮีย อาจไม่ใช่พระเอกขี่ม้าขาวเหมือนในนิทานที่เคยฟังกันมาอีกต่อไป
วันนี้เราจะมาเปิดศึกดีเบตกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย ระหว่างสองแนวคิดที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือดในแวดวงการเงินโลก เพื่อให้พวกเฮียได้เห็นภาพชัดๆ ว่าอนาคตของทองคำที่วางอยู่ในตู้เซฟ มันจะไปทางไหนกันแน่
ฝ่ายแรก: ค่ายอนุรักษ์นิยม “ทองคำคือราชาเหนือกาลเวลา”
ฝั่งนี้คือเสียงที่พวกเราคุ้นเคยกันดีครับ พวกเขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สัจธรรมก็ยังคงเป็นสัจธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลทั่วโลกพิมพ์เงินออกมาเป็นว่าเล่นเหมือนกระดาษชำระ มูลค่าที่แท้จริงของเงินกระดาษย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในภาวะเช่นนั้น จะมีสินทรัพย์ใดเล่าที่จะเป็นหลุมหลบภัยได้ดีไปกว่าทองคำ สินทรัพย์ที่มีจำกัดในตัวเอง ไม่สามารถเสกขึ้นมาจากอากาศได้เหมือนที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน ประวัติศาสตร์หลายพันปีเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าทองคำคือผู้ชนะในสงครามค่าเงินเสมอมา และมันจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป พวกเขาเชื่อว่านี่คือกฎพื้นฐานที่ไม่มีอะไรมาลบล้างได้
ฝ่ายที่สอง: ค่ายปฏิวัติ “ตื่นครับเฮีย นี่มันเกมใหม่ กติกาใหม่”
เอาล่ะครับ มาถึงฝั่งที่แสบสันและท้าทายความเชื่อเดิมๆ ของเรากันบ้าง ฝ่ายนี้ตะโกนดังๆ ว่า “เลิกฝันกลางวันได้แล้ว!” พวกเขามองว่าเงินเฟ้อในยุคนี้มันซับซ้อนกว่าแค่เรื่องปริมาณเงินในระบบ ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนไปคือ 'ความเร็วในการหมุนของเงิน' (Velocity of Money) ซึ่งข้อมูลจาก St. Louis Fed ชี้ชัดว่ามันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แม้จะมีเงินมหาศาลในระบบ แต่เงินมันไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริงอย่างที่เคยเป็น มันไปกองอยู่ในตลาดสินทรัพย์อื่นแทน
และสินทรัพย์ที่ว่านั้นก็คือคู่แข่งตัวฉกาจของทองคำนั่นเองครับ พูดง่ายๆ ก็คือ บรรดา Cryptocurrency ทั้งหลายที่ถูกขนานนามว่าเป็น 'ทองคำดิจิทัล' มันกำลังเข้ามาแย่งชิงบทบาท 'สินทรัพย์หลบภัยเงินเฟ้อ' ไปจากทองคำอย่างซึ่งๆ หน้า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองทองคำเป็นเบอร์หนึ่งอีกต่อไป พวกเขามองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าถึงง่ายกว่าและมีโอกาสเติบโตสูงกว่า นี่คือความจริงที่เจ็บปวดซึ่งข้อมูลจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Reuters ก็เริ่มพูดถึงบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ว่าเม็ดเงินบางส่วนกำลังไหลออกจากกองทุนทองคำไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล
แล้วเราควรเดิมพันฝั่งไหน?
ถ้าถามผมว่าใครถูกใครผิด ผมคงตอบไม่ได้ครับ เพราะความจริงมันอาจจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองแนวคิดนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกพวกเฮียในวงการทองคำทุกคนก็คือ เราไม่สามารถทำธุรกิจแบบเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป การยึดติดกับความเชื่อที่ว่า 'เงินเฟ้อมา ทองต้องขึ้น' โดยไม่ลืมหูลืมตาดูโลกที่เปลี่ยนไป คือความเสี่ยงมหันต์ การที่ราคาทองรูปพรรณขายออกวันนี้อยู่ที่ 76,700.00 บาท มันไม่ได้การันตีอนาคตเลยครับ
บทบาทของเจ้าของร้านทองวันนี้ ต้องไม่ใช่แค่คนขายทอง แต่ต้องเป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจเกมการเงินบทใหม่ ต้องตอบลูกค้าให้ได้ว่าทำไมทองคำยังน่าสนใจ ท่ามกลางคู่แข่งหน้าใหม่ที่ร้อนแรงกว่า ต้องอธิบายความเสี่ยงและโอกาสที่เปลี่ยนไปให้เป็น นี่คือการบ้านข้อใหญ่ที่ทุกคนในวงการต้องกลับไปขบคิดกันอย่างจริงจัง ก่อนที่คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงจะซัดเข้ามาจนเราตั้งตัวไม่ทันครับ