ถามจริงหรือแค่เชื่อตามกันมา เมื่อเสียงปืนดังขึ้นทองคำในมือคุณจะกลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเสมอไป
ไขข้อข้องใจมนุษย์เงินเดือน: เสียงปืนดังแล้วทองจะขึ้นจริงหรือ คำถามที่เซียนทองอาจไม่ได้ตอบคุณ
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาทองคำแท่งบ้านเราเปิดมานิ่งสนิทครับ ขายออกอยู่ที่บาทละ 75,500.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่สตางค์เดียว มันน่าแปลกไหมครับ ท่ามกลางข่าวความขัดแย้งทั่วโลกที่ประโคมกันไม่เว้นวัน แต่ราคาทองกลับนิ่งเหมือนน้ำในโอ่ง นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมอยากจะชวนมนุษย์เงินเดือนที่ฝันอยากจะเก็บออมเป็นทองอย่างพวกเรา มาตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ ที่ได้ยินกันมาจนชินหู วันนี้เราจะมาคุยกันในรูปแบบ FAQ หรือคำถามที่พบบ่อย แต่ในมุมมองที่อาจจะสวนกระแสสักหน่อยครับ
1. พอมีข่าวสงครามปุ๊บ ต้องรีบวิ่งไปซื้อทองเลยใช่ไหม?
คำตอบสั้นๆ ของผมคือ “อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีที่สุดครับ” เอาจริงๆ แล้ว การพุ่งขึ้นของราคาทองคำทันทีที่เกิดเหตุการณ์รุนแรง มักจะเป็นเพียง ‘ปฏิกิริยาตอบสนองต่อข่าว’ ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความตื่นตระหนกของนักลงทุนรายย่อยและนักเก็งกำไรมากกว่าปัจจัยพื้นฐานจริงๆ จากข้อมูลในอดีตที่วิเคราะห์โดย Reuters หลายครั้งที่ราคาพุ่งขึ้นไปเหมือนจรวดในช่วงแรก แต่ไม่นานก็ปรับตัวลดลงมาเมื่อตลาดเริ่มตั้งสติได้ สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา การวิ่งไล่ตามราคาที่พุ่งสูงจากความกลัว คือสูตรสำเร็จของการ ‘ติดดอย’ ครับ กลยุทธ์ที่ดีกว่าคือการมีวินัยในการออมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าข่าวจะดีหรือร้ายครับ

2. “ทองคำคือหลุมหลบภัย (Safe Haven)” ประโยคนี้เป็นจริงแค่ไหน?
จริงครับ แต่เราอาจต้องตีความคำว่า “หลบภัย” ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ทองคำไม่ใช่หลุมหลบภัยจาก ‘ลูกกระสุน’ โดยตรง แต่มันคือ หลุมหลบภัยจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมาจากสงคราม ต่างหาก พูดง่ายๆ ก็คือ ทองคำทำหน้าที่ป้องกันความมั่งคั่งของเราจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรง, การอ่อนค่าของสกุลเงิน, หรือความไม่เชื่อมั่นในระบบการเงิน ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่ตามมาหลังความขัดแย้งใหญ่ๆ เสมอ อย่าลืมว่าในภาวะตื่นตระหนก สินทรัพย์ที่ถูกมองว่าเป็น Safe Haven ไม่ได้มีแค่ทองคำ ยังมีเงินดอลลาร์สหรัฐ (ดูได้จากดัชนี DXY) หรือฟรังก์สวิส ซึ่งบางครั้งอาจแข็งค่าขึ้นมาแย่งซีนทองคำไปดื้อๆ เลยก็ได้ครับ
3. ถ้าไม่ใช่ตัวสงคราม แล้วอะไรคือสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรจับตาจริงๆ?
ให้มองข้ามฉากหน้าของความขัดแย้งไปดูที่ ‘ผลพวงทางเศรษฐกิจ’ ที่ซ่อนอยู่ครับ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มีผลต่อราคาทองคำในระยะยาวอย่างแท้จริง:
- มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions): สิ่งนี้สร้างความปั่นป่วนให้ซัพพลายเชนโลกได้อย่างมหาศาล ลองนึกภาพประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญโดนแบนดูสิครับ ราคาสินค้าพุ่งกระฉูด เงินเฟ้อตามมาเป็นพรวน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำโดยตรง ตามที่ Bloomberg ได้วิเคราะห์ไว้หลายครั้ง
- การเคลื่อนไหวของธนาคารกลางทั่วโลก: เมื่อเกิดวิกฤต ธนาคารกลางต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะทำอย่างไร? จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย? จะพิมพ์เงินเพิ่มหรือไม่? การตัดสินใจเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงราคาทองคำครับ
- ปริมาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางประเทศต่างๆ: นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดครับ เมื่อธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย เร่งสะสมทองคำเข้าคลังสำรอง นั่นแปลว่าพวกเขากำลังลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ และมองว่าทองคำคือสินทรัพย์สำรองที่แท้จริงในระยะยาว ข้อมูลส่วนนี้สามารถติดตามได้จากรายงานของ GoldPrice.org ครับ

4. แล้วข่าวความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ตามชายแดน มีผลกับราคาทองในไทยไหม?
ส่วนใหญ่แล้วแทบจะไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญครับ ตลาดทองคำเป็นตลาดโลก (Global Market) ที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยมหภาคขนาดใหญ่ ความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหาอำนาจหรือเส้นทางการค้าหลักของโลก มักจะเป็นเพียง ‘สัญญาณรบกวน’ (Noise) ที่ไม่ได้กระทบกับราคาทองคำในกระเป๋าเราอย่างที่คิด ทางที่ดีคือติดตามบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในประเทศอย่าง Ausiris เพื่อกรองข่าวสารและทำความเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงต่อตลาดบ้านเราครับ
5. สรุปแล้ว ในวันที่โลกวุ่นวาย เราควรมองทองคำในมุมไหนดี?
ถ้าถามผมในฐานะที่คลุกคลีกับตลาดนี้มา 20 ปี ผมอยากให้มองทองคำเป็นเหมือน ‘กรมธรรม์ประกันความมั่งคั่ง’ ไม่ใช่ ‘ลอตเตอรี่เสี่ยงโชค’ ครับ หน้าที่ของมันไม่ใช่การทำกำไรให้เราร่ำรวยในชั่วข้ามคืนจากข่าวสงคราม แต่คือการ ‘รักษามูลค่า’ ของเงินออมที่เราหามาอย่างยากลำบาก ไม่ให้ด้อยค่าไปตามกาลเวลาและวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น จงยึดมั่นในแผนการออมระยะยาวของคุณ อย่าตื่นตระหนกกับข่าวรายวัน และใช้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นนี้ เป็นเกราะป้องกันความผันผวนของทั้งตลาดโลกและอารมณ์ของเราเองครับ