ศึกนอกตำราของชาวฟรีแลนซ์ เมื่อทองคำเปลวบนลายรอดน้ำท้าชนทองคำแท่งในพอร์ต ใครคือเซฟเฮเว่นตัวจริง
ศึกตัดสินสินทรัพย์ฉบับฟรีแลนซ์: ทองคำเปลวในงานศิลป์ ปะทะ ทองคำแท่งในตู้เซฟ
ในฐานะอาจารย์ที่คลุกคลีกับทองคำมานานกว่าจะจำได้ว่าตัวเองเริ่มผมหงอกเมื่อไหร่ ผมเห็นคนมองทองคำในหลากหลายมิติครับ บางคนมองเป็นแค่กราฟวิ่งขึ้นลงน่าเวียนหัว ยิ่งกว่าตอนแก้บรีฟลูกค้ารอบที่สิบเสียอีก บางคนมองเป็นเครื่องประดับแห่งสถานะ แต่สำหรับวันนี้ วันสบายๆ แบบวันเสาร์ ผมอยากจะชวนชาวฟรีแลนซ์ที่รายได้ไม่เคยหยุดนิ่งเหมือนราคาทอง มาเปิดเวทีโต้วาทีในหัวข้อที่แปลกใหม่กันสักหน่อยครับ นั่นคือระหว่าง 'ทองคำในฐานะสุดยอดงานศิลป์' กับ 'ทองคำในฐานะสินทรัพย์กันผี'... แบบไหนคือเพื่อนแท้ในยามยากของเรากันแน่?
เรื่องของเรื่องคือ ทองคำไม่ได้มีชีวิตแค่ในตู้เซฟหรือบนจอเทรดนะครับ แต่บรรพบุรุษของเรานำมันมาสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่า 'ลายรอดน้ำ' และ 'การปิดทอง' ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงที่เปลี่ยนโลหะมีค่าให้กลายเป็นเรื่องราวอมตะบนบานประตูโบสถ์หรือตู้พระธรรม นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของเวทีดีเบตในวันนี้!

ฝ่ายที่หนึ่ง: ทีมศิลปะบันลือโลก (นำโดยจินตนาการล้วนๆ)
ตัวแทนฝ่ายนี้ขอยกให้เป็นช่างศิลป์โบราณ ที่มองว่าการเอาทองคำแท่งมาเก็บไว้เฉยๆ นั้นช่างไร้จินตนาการสิ้นดี! พวกเขามองว่า คุณค่าที่แท้จริงของทองคำคือการแปรสภาพมันให้กลายเป็นความงามที่อยู่เหนือกาลเวลา ลองนึกภาพตามนะครับ การทำ 'ลายรอดน้ำ' เนี่ย มันไม่ใช่แค่เอาทองมาแปะๆ แล้วจบนะครับ มันคือกระบวนการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การลงรัก (ยางไม้ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ความรักหนุ่มสาว) การเขียนลายด้วยน้ำยาหรดาล แล้วค่อยๆ ปิดทองคำเปลวบริสุทธิ์ทับลงไป จากนั้นก็เอาน้ำ 'รด' เพื่อล้างส่วนที่ไม่ต้องการออก ให้เหลือแต่ลวดลายสีทองอร่ามบนพื้นสีดำขลับ
พูดง่ายๆ ก็คือ มันคือการลงทุนด้วย 'ฝีมือ' และ 'เวลา' ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟรีแลนซ์อย่างเราๆ เข้าใจดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ? มูลค่าของตู้พระธรรมลายรอดน้ำสมัยอยุธยาสักใบ ไม่ได้ถูกตีค่าจากน้ำหนักทองคำ ไม่กี่กรัม ที่แปะอยู่บนนั้น แต่มาจากเรื่องราว ความหายาก และชั่วโมงบินของช่างศิลป์ที่ประเมินค่าไม่ได้ เหมือนกับงานดีไซน์ของเราที่ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินแค่ค่าโปรแกรม แต่จ่ายค่าประสบการณ์และไอเดียของเรานั่นแหละครับ คุณค่าแบบนี้ ต่อให้ตลาดหุ้นจะผันผวนเหมือนอารมณ์ลูกค้า หรือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง มันก็ทำอะไรคุณค่าทางประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้
ฝ่ายที่สอง: ทีมสินทรัพย์จับต้องได้ (นำโดยเหตุผลและความจริง)
เอาล่ะครับ พักเรื่องความสวยงามไว้ก่อน มาฟังเสียงจากอีกฝั่งที่กระซิบมาจากห้องค้าทองบ้าง ฝ่ายนี้บอกว่า "สวยน่ะมันสวยอยู่หรอก แต่ตอนบิลมาสิ้นเดือน จะแกะทองคำเปลวจากบานประตูไปจ่ายค่าเน็ตเหรอ?" มุมมองนี้มองว่า แก่นแท้ของทองคำคือสถานะความเป็น 'เงินตราสากล' และ 'สินทรัพย์ปลอดภัย' ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกมานับพันปี ตามข้อมูลจาก World Gold Council ทองคำคือสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศนะครับ ไม่ใช่ตู้ลายรอดน้ำ
สำหรับฟรีแลนซ์ที่รายได้แกว่งยิ่งกว่าเรือเจอพายุ การมีทองคำแท่งเก็บไว้ในพอร์ตมันเหมือนการมี 'สมอเรือ' ครับ สภาพคล่องมันสูงปรี๊ด อยากใช้เงินเมื่อไหร่ก็แค่เดินไปร้านทอง (แน่นอนว่าต้องเช็คราคาก่อนนะ) ไม่ต้องไปตั้งโต๊ะประมูลหาคนที่เข้าใจคุณค่าทางศิลปะเหมือนตอนขายงานให้ลูกค้า การตีมูลค่าก็ตรงไปตรงมาตามราคาตลาดโลก ไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาส่องแว่นแล้วบอกว่า "ลายเส้นยังไม่ถึงยุค" ให้เจ็บใจเล่นๆ พูดอีกอย่างคือ ทองคำแท่งมันซื่อสัตย์กับเราเสมอครับ น้ำหนักเท่าไหร่ ความบริสุทธิ์เท่าไหร่ ก็คือเท่านั้น จบ!

แล้วฟรีแลนซ์อย่างเราจะเลือกข้างไหนดี?
การดีเบตครั้งนี้มันช่างน่าปวดหัวไม่แพ้การเลือกว่าจะเก็บเงินสดไว้หมุน หรือจะเอาไปลงทุนให้งอกเงยเลยใช่ไหมครับ ฝั่งหนึ่งคือการลงทุนใน 'คุณค่าทางจิตวิญญาณ' ที่เติบโตอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและเป็นอมตะ ส่วนอีกฝั่งคือการลงทุนใน 'มูลค่าทางกายภาพ' ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดมาต่อลมหายใจให้เราได้ทุกเมื่อ
ถ้าถามผมในฐานะอาจารย์ที่เห็นทั้งสองด้าน ผมว่ามันไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดตายตัวครับ มันเหมือนกับการจัดพอร์ตของฟรีแลนซ์นั่นแหละ เราไม่สามารถทุ่มเงินทั้งหมดไปกับโปรเจกต์เดียวที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงก็สูงปรี๊ดได้ฉันใด เราก็ไม่ควรเลือกลงทุนแค่ด้านใดด้านหนึ่งฉันนั้น
บางทีคำตอบที่ดีที่สุดอาจเป็นการผสมผสานกันครับ เราอาจจะมีทองคำแท่งเป็นรากฐานที่มั่นคงของพอร์ต เปรียบเสมือนเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือนที่นักการเงินแนะนำกัน ขณะเดียวกัน เราก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนกับความสุขทางใจ อาจจะไม่ใช่การซื้อตู้พระธรรมราคาหลายล้าน แต่เป็นการซื้อความรู้ ชื่นชมงานศิลปะ หรือแม้แต่ซื้อทองรูปพรรณสวยๆ สักชิ้นเป็นรางวัลให้ตัวเองก็ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนที่ทำให้เรานอนหลับฝันดีโดยไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้ลูกค้าจะจ่ายเงินตรงเวลารึเปล่า... จริงไหมครับ?