สูตรคำนวณ Pivot Points ที่ตอกลายบนโต๊ะทำงาน มันแม่นกว่าสัญชาตญาณเก๋าเกมของพวกเฮียจริงหรือ
สูตรคำนวณ Pivot Points ที่ตอกลายบนโต๊ะทำงาน มันแม่นกว่าสัญชาตญาณเก๋าเกมของพวกเฮียจริงหรือ
ในวงการของเรา บรรดาเจ้าของร้านทอง ช่างทอง ต่างก็มีเครื่องมือคู่ใจในการประเมินทิศทางราคากันทั้งนั้น หนึ่งในนั้นที่ฮิตกันเหลือเกินก็คือ Pivot Points ที่คำนวณกันรายสัปดาห์ แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่า ไอ้เส้นที่เราขีดๆ กันบนกราฟทุกเช้าวันจันทร์ โดยยึดข้อมูลจากสัปดาห์ก่อน มันเป็น 'คัมภีร์' ศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นแค่ 'กับดัก' ทางความคิดที่ทำให้เรามองข้ามปัจจัยที่สำคัญกว่าไป? วันนี้ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมจะมาชวนพวกเฮียตั้งคำถามกับเครื่องมือที่เราคุ้นเคยกันนี่แหละครับ
ตกลงแล้วไอ้เส้น Pivot Points ที่เราขีดๆ กันเนี่ย มันคือ 'ศาสตร์' หรือแค่ 'ค่าเฉลี่ย' ที่ฝรั่งเขาคิดมาให้เราเดินตาม?
เอาเข้าจริงๆ สูตรของมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยใช่ไหมครับ? แค่เอา (ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด + ราคาปิด) ของสัปดาห์ก่อนมาหารสาม ก็ได้เส้น Pivot (PP) ออกมาแล้ว ส่วนเส้นแนวต้าน (R) และแนวรับ (S) ก็คำนวณต่อจากค่าพวกนี้อีกที พูดง่ายๆ มันคือการหา 'จุดสมดุล' ทางคณิตศาสตร์จากข้อมูลในอดีตล้วนๆ มันไม่ได้ทำนายอนาคต แต่มันแค่บอกเราว่า 'จุดที่ตลาดเคยให้ความสนใจ' ในสัปดาห์ที่แล้วอยู่ตรงไหน มันเป็นเพียงการอ้างอิงทางสถิติ ไม่ใช่ลูกแก้วพยากรณ์ครับ ดังนั้นการยึดติดกับมันแบบไม่ลืมหูลืมตา อาจทำให้เราพลาดภาพใหญ่ไปอย่างน่าเสียดาย
แล้วทำไมบางสัปดาห์เส้น R1, S1 มันถึงกลายเป็นแค่ 'เส้นประ' ที่ราคาวิ่งทะลุไปแบบไม่เหลียวแลเลยล่ะครับ?
คำถามนี้ตอบไม่ยากเลยครับ เพราะ Pivot Points มันคำนวณจาก 'อดีต' แต่ตลาดมันขับเคลื่อนด้วย 'อนาคต' และ 'อารมณ์' ของคนหมู่มาก ลองนึกภาพตามนะครับ สัปดาห์ไหนที่ไม่มีข่าวใหญ่ ตลาดนิ่งๆ เส้นพวกนี้อาจจะทำงานได้ดีพอสมควร แต่ถ้าสัปดาห์นั้นมีประกาศตัวเลขสำคัญอย่าง ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (Non-Farm Payrolls) ที่ตลาดจับตาทั้งโลก หรือประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณเรื่องดอกเบี้ย พลังของข่าวพวกนี้มันมหาศาลกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเยอะครับ ดังที่ Federal Reserve มักจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดเสมอ เส้นที่เคยเป็นแนวต้านแข็งแกร่งอาจถูกกระชากทะลุไปง่ายๆ เหมือนกระดาษทิชชู่เลยทีเดียวครับ

ในฐานะคนคุมสต็อกหน้าร้าน ผมควรจะเชื่อเส้นพวกนี้ตอนไหน แล้วตอนไหนที่ควรโยนมันทิ้งไปมองอย่างอื่น?
นี่คือคำถามสำคัญที่สุดสำหรับคนทำธุรกิจอย่างเราครับ คำแนะนำของผมคือ ให้ใช้ Pivot Points เป็น 'แผนที่' ไม่ใช่ 'GPS' ครับ แผนที่มันบอกเราว่ามีโซนไหนที่น่าสนใจบ้าง เช่น บริเวณแนวรับ S1, S2 อาจเป็นโซนที่น่าพิจารณาทยอยรับของเข้าร้าน หากไม่มีปัจจัยลบอื่นๆ แต่ถ้าวันนั้นมีข่าวใหญ่รออยู่ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุขึ้นมา ให้ลดน้ำหนักของ Pivot Points ลง 50% ทันที แล้วหันไปให้ความสำคัญกับกระแสข่าวและ Fund Flow ที่รายงานโดยสำนักข่าวอย่าง Reuters หรือ CNBC จะเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบกว่ามากครับ เพราะเงินทุนก้อนใหญ่ๆ เขาไม่ได้ดูแค่เส้นกราฟ แต่เขาเดิมพันกับทิศทางเศรษฐกิจมหภาค
ผมได้ยินช่างทองรุ่นน้องบอกว่า 'ถ้าทะลุ R2 ได้ ต้องไปต่อแน่ๆ' ความเชื่อแบบนี้มันอันตรายแค่ไหนครับ?
อันตรายมากครับ! ความคิดแบบนี้เรียกว่าการไล่ราคา ซึ่งมักจะจบไม่สวย การที่ราคาทะลุแนวต้านสำคัญๆ ขึ้นไปได้ มันอาจเป็น 'ของจริง' ก็ได้ หรืออาจเป็นแค่ 'Bull Trap' ที่รายใหญ่จงใจสร้างขึ้นมาเพื่อล่อให้รายย่อยเข้าไปติดกับดักก็ได้ พวกเขาอาจจะผลักราคาทะลุแนวต้านทางเทคนิคที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เพื่อให้เกิดแรงซื้อตาม จากนั้นก็เทขายล็อตใหญ่ใส่ ทำให้ราคาดิ่งกลับลงมาอย่างรวดเร็ว จำไว้เสมอครับว่า ทุกแนวรับ-แนวต้านที่คนทั้งตลาดมองเห็น คือจุดที่สภาพคล่องสูง และเป็นสนามเด็กเล่นของนักลงทุนรายใหญ่ การวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Kitco News มักจะเตือนเรื่องนี้อยู่เสมอ

สรุปแล้ว ในฐานะเจ้าของร้านที่ต้องตัดสินใจซื้อ-ขายทองเข้าร้านทุกวัน ผมจะใช้ประโยชน์จาก Pivot Points ยังไงไม่ให้กลายเป็น 'เหยื่อ' ของมัน?
คำตอบคือ ใช้มันเป็น 'ตัวประกอบ' ไม่ใช่ 'พระเอก' ครับ ก่อนจะดู Pivot Points ให้ถามตัวเองก่อนว่า:
- สัปดาห์นี้มีข่าวเศรษฐกิจอะไรสำคัญหรือไม่?
- ทิศทางค่าเงินบาทเป็นอย่างไร? แข็งหรืออ่อน?
- กองทุนใหญ่ๆ อย่าง SPDR มีการซื้อหรือขายทองคำสุทธิหรือไม่?
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวมเป็นอย่างไร (ดูจากดัชนี VIX ก็ได้)