เลิกเอาใจลูกค้าด้วยสูตรล้างทองน้ำยาล้างจาน ก่อนที่ทองหมองๆ จะมาเผาร้านเราทั้งเป็น
ทองลูกค้าหมอง ใครคือจำเลยตัวจริง เรื่องจริงที่คนในวงการต้องลุกขึ้นมาคุยกัน
นั่งอยู่หลังตู้มาหลายสิบปี เห็นทองผ่านมือมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเส้น เรื่องที่ปวดหัวที่สุดไม่ใช่เรื่องราคาทองผันผวน ไม่ใช่เรื่องโจรปล้นร้าน แต่เป็นเรื่องที่ลูกค้าเดินหน้ามุ่ยเข้ามาในร้าน พร้อมกับสร้อยคอเส้นโปรดที่เคยเหลืองอร่าม แต่วันนี้มันกลับ หมองคล้ำ เหมือนโดนของ แล้วชี้นิ้วมาที่เรา บอกว่า “ทองร้านคุณไม่ดีหรือเปล่า ใส่ไม่เท่าไหร่ก็ดำ” บอกตรงๆ นะครับ...ฟังแล้วมันจี๊ด! เราในฐานะคนทำมาหากินกับทองรู้ดีว่าทอง 96.5% มันมีส่วนผสมอื่นอยู่บ้างตามมาตรฐาน สมาคมค้าทองคำ แต่ต้นตอของความหมอง 80% ไม่ได้มาจากคุณภาพทอง แต่มันมาจากความเชื่อผิดๆ ที่ลูกค้าไปจำกันมา แล้วเรานี่แหละที่ต้องมารับจบ
วันนี้ผมขอพูดแบบไม่เกรงใจใครในวงการเดียวกันนี่แหละครับ เราต้องเลิกบอกลูกค้าแบบขอไปทีได้แล้ว ไอ้สูตร “น้ำยาล้างจานผสมน้ำอุ่น” เนี่ย ตัวการชั้นดีเลย พูดกันตรงๆ น้ำยาล้างจานถูกออกแบบมาเพื่อขจัดคราบไขมันบนจาน ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อโลหะมีค่า สารเคมีบางตัวในนั้น โดยเฉพาะพวกสารลดแรงตึงผิว (Surfactants) มันอาจจะล้างคราบเหงื่อไคลออกได้จริงในครั้งแรก แต่ในระยะยาว มันจะทิ้งคราบฟิล์มบางๆ ไว้บนผิวทอง ทำให้ทองดูด้าน ไม่เงา แถมยังเป็นตัวดักจับฝุ่นละอองได้ดีขึ้นไปอีก กลายเป็นว่ายิ่งล้าง ยิ่งหมองเร็วขึ้นครับ
แปลงสีฟันขนนุ่ม อาวุธลับที่กลายเป็นดาบสองคม
พอเราบอกให้เลี่ยงน้ำยาล้างจาน หลายคนก็แนะนำต่อว่า “งั้นใช้น้ำเปล่ากับแปรงสีฟันขนนุ่มๆ ขัดเบาๆ” ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ในโลกความจริง ลูกค้ากี่คนที่จะแยกแยะ “ขนนุ่ม” กับ “ขนธรรมดา” ออก? แล้วคำว่า “เบาๆ” ของแต่ละคนมันเท่ากันที่ไหน? ผมเคยเจอลูกค้าเอาสร้อยลายเบนซ์มาให้ดู ผิวทองนี่เป็นรอยขนแมวเต็มไปหมด เพราะเข้าใจว่าแปรงสีฟันที่ตัวเองใช้มัน “นุ่ม” แล้ว ทอง 96.5% มีความแข็งตามสเกลของโมห์ (Mohs Hardness Scale) อยู่ที่ประมาณ 2.5 - 3 เท่านั้น ซึ่งนิ่มกว่าที่หลายคนคิดมาก การขัดถูซ้ำๆ ต่อให้ดูเหมือนจะเบา ก็คือการสร้างรอยขีดข่วนเล็กๆ นับไม่ถ้วนบนผิวทอง ทำให้การสะท้อนแสงหรือที่พวกเราเรียกกันว่า “การเล่นไฟ” มันเพี้ยนไป ทองเลยดูทึบๆ ไม่ใสเหมือนตอนออกจากร้านใหม่ๆ ครับ
ยาสีฟันกับผงชูรส ตำนานสยองที่ยังเล่าขานกันไม่จบสิ้น
นี่คือขั้นกว่าของความพังเลยครับ ไอ้สูตรพิสดารที่หาได้ตามอินเทอร์เน็ตเนี่ย โดยเฉพาะ “ยาสีฟัน” ผมอยากจะตะโกนดังๆ ว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” ในยาสีฟันมีสารขัดฟัน (Abrasives) อย่างซิลิกาหรือแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งมันก็คือผงขัดดีๆ นี่เอง การเอายาสีฟันมาขัดทองก็ไม่ต่างอะไรกับการเอากระดาษทรายเบอร์ละเอียดสุดๆ มาลูบหน้าทองของคุณ มันอาจจะดูขาวขึ้นในช่วงแรก เพราะมันขัดผิวทองชั้นนอกออกไปพร้อมกับคราบสกปรก แต่เนื้อทองจริงๆ ก็สึกหรอและหายไปด้วย น้ำหนักทองจะ ลดลง ทุกครั้งที่ขัด พอๆ กับความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อร้านเรานั่นแหละครับที่มันหายไปพร้อมกัน

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ปกป้องชื่อเสียงร้านด้วยความรู้ที่ถูกต้อง
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นมาให้ความรู้ลูกค้าอย่างจริงจังและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งวงการครับ แทนที่จะบอกสูตรง่ายๆ ที่อาจสร้างปัญหาตามมา เราควรจะแนะนำแบบนี้:
- การดูแลประจำวัน: บอกให้ลูกค้าใช้ผ้านุ่มๆ ที่ไม่มีขน (ผ้าเช็ดแว่นดีที่สุด) เช็ดคราบเหงื่อหลังใช้งานทุกครั้งก่อนเก็บ นี่คือการป้องกันที่ดีที่สุด
- การทำความสะอาดเบื้องต้น: หากจำเป็น ให้ใช้น้ำอุ่นเปล่าๆ แช่ไว้สักพัก แล้วใช้พู่กันระบายสีขนอ่อนนุ่มที่สุด ปัดทำความสะอาดตามซอกลายเบาๆ แล้วซับให้แห้งสนิททันที ห้ามปล่อยให้แห้งเองเด็ดขาด เพราะจะเกิดคราบน้ำ
- ทางออกที่ดีที่สุด: แนะนำให้ลูกค้านำทองกลับมาที่ร้านเพื่อทำความสะอาดทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี นี่คือการเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เรามีเครื่องมืออัลตราโซนิก มีน้ำยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อทองโดยเฉพาะ เราทำให้ทองกลับมาสวยเหมือนใหม่ได้โดยไม่ทำลายเนื้อทอง นี่คือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และเป็นการยืนยันความเป็นมืออาชีพของเราด้วยครับ
เสียงจากผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ จากร้านทอง
เรื่องสารเคมีกับทองคำไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ทาง World Gold Council เองก็ให้ข้อมูลชัดเจนว่าทองคำบริสุทธิ์ (24K) นั้นเฉื่อยต่อปฏิกิริยาเคมี แต่ทองรูปพรรณที่เราขายกันคือโลหะผสม (Alloy) ซึ่งโลหะอื่นๆ ที่ผสมเข้าไป เช่น ทองแดงและเงิน สามารถทำปฏิกิริยากับสารเคมีในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นคลอรีนในสระว่ายน้ำ หรือแม้แต่สารประกอบซัลเฟอร์ในอากาศและเหงื่อ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหมอง การใช้สารเคมีรุนแรงไปทำความสะอาดยิ่งเป็นการเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเหล่านี้เร็วขึ้น
บทสรุปถึงเพื่อนร่วมวงการ หยุดยื่นอาวุธให้ลูกค้าทำร้ายสินค้าของเรา
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากถึงพี่ๆ น้องๆ เจ้าของร้านทองและช่างทองทุกคนครับ การให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเป็นมืออาชีพในการดูแลรักษาสินค้าที่เราขาย มันไม่ใช่แค่การบริการลูกค้า แต่มันคือการ ปกป้องชื่อเสียงและแบรนด์ของร้านเราเอง ทุกครั้งที่ทองของลูกค้าหมอง คนที่ถูกตั้งคำถามไม่ใช่สูตรล้างทองในอินเทอร์เน็ต แต่คือ “ร้านเรา” ครับ เลิกผลักภาระด้วยการให้สูตรง่ายๆ แต่สร้างปัญหา แล้วหันมาดึงลูกค้ากลับเข้าร้านด้วยบริการหลังการขายที่เป็นเลิศดีกว่าครับ เพราะทองที่สวยเงางามในมือลูกค้า คือป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดของร้านเรา ไม่ใช่ทองหมองๆ ที่มาพร้อมกับคำถามคาใจครับ