สูตรยาขมลุงพอล โวลเกอร์ กับยาหอมลุงเจอโรม พาวเวลล์ บทเรียนดอกเบี้ยที่วัยเก๋าต้องยิ้มมุมปาก
ไขข้อข้องใจตลาดแรงงานเมกา กับดอกเบี้ยโลก ฉบับเอนหลังคุยสำหรับพี่ๆ วัยเกษียณ
สวัสดีครับพี่ๆ วัยเก๋าทุกท่าน ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับตัวเลขเศรษฐกิจโลกมา 15 ปีเต็มหลังจบจาก LSE วันนี้ขอสวมบทบาทเป็นหลานชายที่ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังนะครับ เราจะมาคุยกันเรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันใกล้กระเป๋าตังค์เรามากกว่าที่คิด นั่นก็คือเรื่อง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ กับนโยบายดอกเบี้ย ครับ แต่เราจะไม่คุยกันแบบน่าเบื่อนะครับ เราจะคุยกันแบบเทียบรุ่น เหมือนดูมวยคนละยุค ให้เห็นจะๆ ไปเลยว่าบทเรียนจากอดีตสอนอะไรเราในวันนี้บ้าง
คำถามที่ 1: สมัยก่อนกับตอนนี้ เฟดเขากลัวอะไรเวลาคนมีงานทำเยอะๆ ครับอาจารย์?
โอ้โห คำถามนี้คลาสสิกมากครับคุณพี่ ถ้าเราย้อนกลับไปยุค 70s-80s สมัยที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ชื่อคุณพอล โวลเกอร์ (Paul Volcker) แกนี่ดุเหมือนครูปกครองเลยครับ สมัยนั้นถ้าเห็นตัวเลขคนมีงานทำเยอะๆ ค่าแรงพุ่งปรี๊ด เฟดจะรีบคว้าแส้มาเฆี่ยนเลย นั่นก็คือการ ขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่เลี้ยง เพราะเขากลัวสิ่งที่เรียกว่า "Wage-Price Spiral" หรือที่ผมขอเรียกว่า "งูกินหางฉบับเศรษฐกิจ" ครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ พอคนมีเงินเยอะ ก็แย่งกันซื้อของ ของก็แพงขึ้น (เงินเฟ้อ) พอของแพง พนักงานก็เรียกเงินเดือนเพิ่ม พอนายจ้างจ่ายเงินเดือนเพิ่ม ก็ต้องไปขึ้นราคาสินค้าอีก วนเป็นลูปไม่จบไม่สิ้นเหมือนหมาไล่งับหางตัวเองครับ สมัยนั้นการจ้างงานสูงกับเงินเฟ้อเลยเหมือนไม้กระดกที่อยู่ตรงข้ามกันเป๊ะๆ ฝั่งหนึ่งขึ้น อีกฝั่งต้องลงครับ แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน สมัยลุงเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ไม้กระดกอันนี้มันดูจะฝืดๆ ไปหน่อยครับ ปัจจัยอย่างเทคโนโลยี การค้าโลก และ Gig Economy (พวกงานฟรีแลนซ์) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการจ้างงานกับเงินเฟ้อไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนเก่า เฟดเลยต้องมองหลายมิติมากขึ้น ไม่ใช่เห็นคนมีงานทำปุ๊บแล้วจะจับมาขึ้นดอกเบี้ยปั๊บเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ เรียกว่าลุงพาวเวลล์แกใจเย็นกว่าเยอะเลย
คำถามที่ 2: แล้วตัวเลขจ้างงานของอเมริกานี่มันมาเขย่าเงินในกระเป๋าเราที่อยู่เมืองไทยได้ยังไงครับ?
คำถามนี้ยอดเยี่ยมเลยครับ มันคือการเชื่อมจุดที่สำคัญที่สุด! ลองนึกภาพตามนะครับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือแม่เหล็กอันใหญ่เบิ้มที่สุดในโลก เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขการจ้างงานของเขาออกมา แข็งแกร่งเกินคาด (เช่น มีคนได้งานใหม่ 250,000 ตำแหน่ง ทั้งที่นักวิเคราะห์คาดไว้แค่ 180,000) ตลาดก็จะคิดไปก่อนเลยว่า "เฮ้ย! เศรษฐกิจยังร้อนแรงนี่หว่า แบบนี้เดี๋ยวเงินเฟ้อก็มา เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย (หรือไม่ลดดอกเบี้ย) แน่ๆ"
พอความคิดนี้เกิดขึ้น ผลที่ตามมาคือ:
- ค่าเงินดอลลาร์แข็งเป๊ก: เพราะดอกเบี้ยสูงๆ ใครๆ ก็อยากเอาเงินไปฝากไว้ในรูปดอลลาร์เพื่อกินดอกเบี้ย พอคนแห่ไปซื้อดอลลาร์ เงินบาทเราก็อ่อนยวบยาบลงไปตามระเบียบ เหมือนที่ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย คอยจับตาดูอยู่เสมอ
- เงินทุนไหลออก: เงินลงทุนจากต่างชาติที่เคยอยู่ในตลาดหุ้นตลาดพันธบัตรบ้านเรา ก็จะถูกดูดกลับไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าที่อเมริกา เหมือนน้ำที่ไหลจากที่ต่ำไปที่สูงครับ
- ราคาทองคำสะดุ้ง: อันนี้สำคัญกับพี่ๆ หลายท่านเลย โดยปกติแล้ว เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาทองมักจะโดนกดดันครับ เพราะการถือทองคำมันไม่มีดอกเบี้ยให้ นักลงทุนเลยคิดว่าเอาเงินไปฝากกินดอกเบี้ยดีกว่าจะมาเก็บทองไว้เฉยๆ หรือที่เรียกว่าค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) มันสูงขึ้นนั่นเองครับ ข้อมูลจาก World Gold Council ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันนี้มาตลอดครับ
คำถามที่ 3: เห็นเขาพูดกันเรื่อง "Soft Landing" กับ "Hard Landing" มันคืออะไร เหมือนเครื่องบินลงจอดเหรอครับ?
ใช่เลยครับ! คุณพี่เข้าใจถูกเป๊ะเลย ศัพท์พวกนี้เป็นคำเปรียบเปรยที่น่ารักมากครับ ให้นึกภาพว่าเศรษฐกิจคือเครื่องบินลำใหญ่ และคนขับหรือกัปตันก็คือประธานเฟดนี่แหละครับ
- Soft Landing (ลงจอดแบบนิ่มนวล): คือภารกิจในฝันของกัปตันเฟดครับ เป็นการที่กัปตันสามารถชะลอความเร็วของเครื่องบิน (เศรษฐกิจที่ร้อนแรง) ด้วยการค่อยๆ ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ได้สำเร็จพอดีเป๊ะ โดยที่เครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวล ผู้โดยสาร (ประชาชน) แทบไม่รู้สึก และไม่มีใครบาดเจ็บ (ไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง)
- Hard Landing (ลงจอดแบบกระแทก): อันนี้คือฝันร้ายครับ คือการที่กัปตันอาจจะเหยียบเบรก (ขึ้นดอกเบี้ย) แรงและเร็วเกินไป จนเครื่องบินหัวทิ่มกระแทกพื้นดังปัง! เกิดความเสียหายใหญ่หลวง ซึ่งก็คือการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) คนตกงานกันเป็นแถว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดครับ อย่างในยุคของลุงโวลเกอร์ที่เล่าไปตอนแรก แกจำเป็นต้องทำ Hard Landing เพื่อปราบเงินเฟ้อที่พุ่งไปเกือบ 15% ในตอนนั้นเลยทีเดียวครับ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เฟดยุคหลังๆ พยายามหลีกเลี่ยง ตามที่ IMF ได้วิเคราะห์ไว้หลายครั้ง
สถานการณ์ปัจจุบัน (ณ ต้นเดือนมีนาคม 2569) เรากำลังลุ้นกันตัวโก่งว่ากัปตันพาวเวลล์จะสามารถนำเครื่องลงจอดแบบ Soft Landing ได้หรือไม่ ซึ่งตลาดแรงงานที่ค่อยๆเย็นลงแต่ไม่พังทลาย ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ
คำถามที่ 4: สรุปแล้ว สำหรับคนวัยเกษียณอย่างเราๆ ควรมองสถานการณ์นี้แล้วทำตัวยังไงดีครับ?
มาถึงคำถามสำคัญที่สุดแล้วครับ สำหรับพี่ๆ วัยเกษียณที่ต้องการความมั่นคง ไม่ได้อยากจะไปโต้คลื่นลมอะไรกับใครเขาแล้ว ผมขอแนะนำแบบหลานคุยกับปูย่าตายายนะครับ
"อย่าสร้างบ้านทั้งหลังบนเสาต้นเดียวครับ"
นั่นคือหลักการ กระจายความเสี่ยง ที่คลาสสิกและใช้ได้เสมอครับ อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปกับสินทรัพย์ประเภทเดียว ไม่ว่าจะเป็นทองคำ หุ้น พันธบัตร หรือเงินฝาก เพราะอย่างที่เราคุยกันมาทั้งหมด จะเห็นว่าทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด ตัวเลขเศรษฐกิจจากอเมริกาเปลี่ยนทีเดียว ก็สั่นสะเทือนไปทั้งพอร์ตได้
คำแนะนำของผมคือให้มองภาพรวมครับ ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจบ้างพอให้รู้เท่าทัน แต่อย่าตื่นตระหนกกับข่าวรายวันจนเกินไป การลงทุนสำหรับวัยนี้ควรเน้นการรักษาเงินต้นและสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น ลองปรึกษากับที่ปรึกษาการเงินที่ไว้ใจได้เพื่อจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับตัวเรา สถานการณ์ตอนนี้อาจจะดูเหมือนหนังที่ยังไม่จบ แต่ถ้าเราเตรียมตัวรับมือไว้ดี ไม่ว่ากัปตันเฟดจะนำเครื่องลงจอดแบบไหน เราก็จะยังนั่งสบายๆ อยู่บนที่นั่งของเราได้ครับ