เงินบำนาญในกำมือพี่กำลังจะกลายเป็นแค่ตัวเลขบนจอที่รัฐกดลบได้ ผมจะเล่าเกม CBDC ที่แบงก์ชาติไม่ได้บอกคุณตรงๆ
เลิกฝันหวานกับเงินในสมุดบัญชี โลกใหม่ที่เงินของคุณมีวันหมดอายุกำลังมาถึง
ผมนั่งจิบกาแฟดำอยู่ที่ The Shard ในลอนดอนเมื่อหลายปีก่อน คุยกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เขาหัวเราะแล้วพูดกับผมว่า “คนรุ่นคุณยังเชื่อในสิ่งที่จับต้องได้ แต่คนรุ่นใหม่เชื่อในสิ่งที่เข้าถึงได้” ประโยคนี้มันติดอยู่ในหัวผมมาตลอดครับ โดยเฉพาะวันนี้ วันที่ผมต้องมานั่งเขียนบทความเตือนสติพี่ๆ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะเกษียณ เพราะ “เงิน” ที่พวกพี่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต ทั้งเงินสดในกระเป๋า ทองคำในเซฟ หรือแม้แต่ตัวเลขในสมุดบัญชีบำนาญ มันกำลังจะถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาลด้วยสิ่งที่เรียกว่า สกุลเงินดิจิทัลธนาคารกลาง หรือ CBDC
อย่าเพิ่งทำหน้างงครับ ผมไม่ได้จะมาขายคริปโตฯ บิตคอยน์อะไรทั้งนั้น CBDC มันคนละเรื่องเลย นั่นมันของนอกรีต แต่นี่คือเงินบาทดิจิทัลที่ออกจากมือแบงก์ชาติโดยตรง พวกเขาบอกพี่ว่ามันจะดีอย่างนั้นอย่างนี้ โอนเงินฉับไว จ่ายเงินสะดวก ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันได้หมดจด เหมือนยาผีบอกที่แก้ได้ทุกโรค ฟังดูสวยหรูใช่ไหมครับ? เหมือนตอนที่เขาบอกว่าระบบราชการ 4.0 จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นนั่นแหละ แล้วมันง่ายขึ้นจริงไหม? พวกเขาบอกว่ามันจะช่วยให้รัฐบาลแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงจุด แค่กดปุ่มเดียว เงินก็วิ่งเข้าแอปฯ ของพี่ๆ ทุกคนทันที ไม่ต้องผ่านคนกลาง ไม่ต้องกลัวเงินรั่วไหล ตามข้อมูลจาก Bank for International Settlements (BIS) ที่เป็นเหมือนธนาคารกลางของโลก ก็เชียร์กันสุดลิ่มทิ่มประตูว่านี่คืออนาคตของระบบการเงิน

เบื้องหลังคำโฆษณา คือกรงดิจิทัลที่มองไม่เห็น
เอาล่ะครับ ทีนี้มาฟังด้านมืดที่ไม่มีใครกล้าพูดดังๆ กันบ้าง ผมจะพูดให้ฟังเอง ในฐานะที่คลุกคลีกับเกมการเงินระดับโลกมา 15 ปี ผมเห็นมาหมดแล้วว่า “ประสิทธิภาพ” มักจะเป็นข้ออ้างสวยหรูของ “การควบคุม” เสมอ เมื่อเงินทุกบาททุกสตางค์ของพี่กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลบนเซิร์ฟเวอร์ของรัฐ นั่นหมายความว่ารัฐจะรู้ทุกการเคลื่อนไหวทางการเงินของพี่ รู้ว่าพี่ซื้อกับข้าวร้านไหน จ่ายค่ากาแฟที่ไหน ให้เงินลูกหลานเท่าไหร่ หรือแอบเอาเงินไปซื้อทองเก็บไว้ที่ไหน ความเป็นส่วนตัวทางการเงินที่เคยมีจะหายไปทันที
มันน่ากลัวกว่านั้นอีกครับ ลองจินตนาการดูว่ารัฐบาลสามารถตั้งโปรแกรมให้เงินของพี่ได้ เช่น “เงินบำนาญก้อนนี้ ต้องใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน” หรือ “เงินช่วยเหลือพิเศษนี้ ใช้ซื้อได้เฉพาะสินค้าที่ผลิตในประเทศเท่านั้น” นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันนะครับ มันคือสิ่งที่เทคโนโลยี CBDC ทำได้ และมันจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนไปอย่างสิ้นเชิง เงินของพี่จะไม่ใช่ของพี่ 100% อีกต่อไป แต่เป็นเงินที่มีเงื่อนไขผูกติดมาด้วย รัฐสามารถใช้นโยบาย อัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rates) ได้โดยตรงกับเงินในกระเป๋าพี่เลยด้วยซ้ำ แค่กดปุ่ม เงินในบัญชีก็ ลดลง เองได้ดื้อๆ เพื่อบีบให้คนเอาเงินออกมาใช้จ่าย นี่คือการปล้นกันซึ่งๆ หน้าที่ถูกกฎหมายที่สุดในประวัติศาสตร์
กรณีศึกษาจากจีน สมุดพกให้คะแนนพลเมืองผ่านเงินในกระเป๋า
ถ้าพี่ยังคิดว่าผมพูดเกินจริง ลองหันไปดูประเทศจีนครับ เขานำร่องใช้หยวนดิจิทัล (e-CNY) ไปแล้ว และมันถูกเชื่อมโยงกับระบบ Social Credit อย่างแยกไม่ออก Atlantic Council ซึ่งติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจีนสามารถ “ปิดสวิตช์” การใช้เงินของคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้ในพริบตา พี่อาจจะเถียงว่าเมืองไทยไม่เหมือนจีน แต่พี่แน่ใจเหรอครับว่าอำนาจหอมหวานขนาดนี้ เมื่ออยู่ในมือผู้มีอำนาจแล้ว เขาจะไม่อยากใช้มัน? วันหนึ่งถ้าพี่วิจารณ์นโยบายรัฐบาลแรงไป เงินบำนาญของพี่อาจจะถูก “ระงับการใช้งานชั่วคราว” เพื่อเป็นการตักเตือนก็ได้ ใครจะไปรู้

ทองคำในตู้เซฟ อาจเป็นปราการด่านสุดท้ายของอิสรภาพ
ผมไม่ได้บอกให้พี่ๆ ลุกขึ้นมาต่อต้านเทคโนโลยีนะครับ มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผมกำลังบอกให้พี่ “ตั้งการ์ด” ให้สูง และอย่าเชื่อทุกคำโฆษณาที่เขาป้อนให้ เงินสดที่พี่เก็บไว้ใต้หมอน ทองคำแท่งที่พี่ซื้อสะสมในตู้เซฟ มันอาจจะดูเป็นวิธีโบราณในสายตาเด็กรุ่นใหม่ แต่ในโลกของ CBDC ที่ทุกอย่างถูกควบคุมและตรวจสอบได้ สินทรัพย์ที่จับต้องได้และอยู่นอกระบบเหล่านี้อาจเป็นปราการด่านสุดท้ายของอิสรภาพทางการเงินของพี่ มันคือสินทรัพย์เดียวที่รัฐบาลไม่สามารถกดปุ่มลบทิ้งไปได้
บทบาทของทองคำในยุค CBDC จะเปลี่ยนไป มันจะไม่ใช่แค่สินทรัพย์ปลอดภัยจากเงินเฟ้ออีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น “สินทรัพย์แห่งอิสรภาพ” (Freedom Asset) ที่คานอำนาจรัฐดิจิทัล ในขณะที่ตลาด Cryptocurrency อื่นๆ อาจถูกควบคุมหรือแทรกแซงได้ง่าย แต่ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางกายภาพที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี ยังคงเป็นสิ่งที่รัฐบาลทั่วโลกยอมรับและถือเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ตามที่ World Gold Council รายงานอยู่เสมอ
สุดท้ายนี้ วันอาทิตย์ต้นเดือนแบบนี้ แทนที่จะนั่งดูตัวเลขในพอร์ตอย่างเดียว ผมอยากให้พี่ๆ ลองใช้เวลาคิดทบทวนดูให้ดีครับว่า “ความมั่งคั่ง” ในนิยามของพี่คืออะไร มันคือตัวเลขสวยๆ บนหน้าจอที่ใครก็ไม่รู้สามารถเปลี่ยนแปลงค่าของมันได้ หรือมันคือสินทรัพย์ที่พี่ถือกรรมสิทธิ์ได้อย่างแท้จริง แผนเกษียณของพี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินบำนาญที่รัฐสัญญาจะให้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าพี่เข้าใจเกมการเงินบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ดีแค่ไหน อย่าให้บั้นปลายชีวิตของพี่ต้องไปฝากไว้ที่ปลายนิ้วของใครบางคนเลยครับ