อย่าให้ข่าวลือเรื่องขุมทองใต้ทะเลมาสั่นคลอนแผนเก็บทองให้ลูก ผมจะเล่าความจริงข้อเดียวที่สำคัญที่สุดให้ฟัง
เรื่องเล่าจากโต๊ะกาแฟ ถึงคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังกังวลใจ
วันก่อนผมนั่งคุยกับลูกศิษย์ที่เพิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ครับ เขาเข้ามาปรึกษาด้วยสีหน้ากังวล "อาจารย์ครับ ผมอ่านเจอว่าในมหาสมุทรทั่วโลกมีทองคำละลายอยู่เป็นหมื่นๆ ตัน... แล้วแบบนี้ทองที่ผมกับภรรยาตั้งใจทยอยเก็บไว้ให้ลูกเป็นมรดก มันจะไม่กลายเป็นของหาง่ายๆ แล้วราคาตกฮวบในอนาคตเหรอครับ" ผมฟังแล้วก็ยิ้มเลยครับ เพราะนี่เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมมาก และเป็นความกังวลที่สมเหตุสมผลสำหรับคนที่มองการณ์ไกลเพื่อครอบครัว วันนี้ผมเลยอยากจะขอยกเรื่องนี้มาเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านฟังในมุมที่ลึกกว่าข่าวทั่วไป โดยจะเจาะไปที่ปัจจัยสำคัญเพียงข้อเดียวที่ตอบทุกคำถามได้เลยครับ
ความจริงเรื่องทองคำในมหาสมุทร ปริมาณมหาศาลที่จับต้องไม่ได้
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าข้อมูลที่ลูกศิษย์ผมอ่านมานั้นเป็นเรื่องจริงครับ นักวิทยาศาสตร์จาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) ของสหรัฐฯ ประมาณการว่า ในน้ำทะเลทั่วโลกมีทองคำละลายอยู่รวมกันราวๆ 20 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลจนน่าตกใจ เมื่อเทียบกับทองคำทั้งหมดที่มนุษย์เคยขุดขึ้นมาจากพื้นดินซึ่งมีอยู่ประมาณ 2 แสนตันเท่านั้น ฟังดูเหมือนเป็นขุมทรัพย์ที่รอวันให้เราไปตักตวงใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวก่อนครับ... นี่คือจุดที่เรื่องราวพลิกผัน และเป็นหัวใจสำคัญที่ผมอยากจะอธิบาย

ปัจจัยเดียวที่ตัดสินทุกสิ่ง ความเจือจางที่เหนือจินตนาการ
ปัญหาเดียวและเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการสกัดทองคำจากน้ำทะเล ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือการลงทุนที่สูงลิ่ว แต่เป็นเรื่องของ 'ความเข้มข้น' ที่ต่ำจนแทบจะเป็นศูนย์ครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ทองคำ 20 ล้านตันนั้น มันไม่ได้ลอยเป็นก้อนๆ หรือเป็นสายแร่อยู่ใต้น้ำ แต่มันละลายปะปนอยู่ในน้ำทะเลปริมาณมหาศาลถึง 1.3 พันล้านล้านตัน ความเข้มข้นเฉลี่ยของทองคำในน้ำทะเลนั้นอยู่ที่ประมาณ 13 ในพันล้านล้านส่วน (parts per quadrillion) เท่านั้นครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองจินตนาการว่าเรามีน้ำในสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิก (ซึ่งจุน้ำประมาณ 2.5 ล้านลิตร) ความเข้มข้นระดับนี้หมายความว่า ในสระนั้นจะมีทองคำอยู่เพียงแค่ 0.03 มิลลิกรัม ซึ่งเล็กกว่าเม็ดทรายเสียอีกครับ การจะสกัดทองคำให้ได้สัก 1 กรัม (ซึ่งมีค่าน้อยกว่าทองครึ่งสลึง) เราจะต้องสูบน้ำทะเลขึ้นมาผ่านกระบวนการกรองและสกัดเป็นปริมาณมหาศาลถึง 77,000 ตัน หรือเท่ากับน้ำในสระโอลิมปิกประมาณ 30 สระ!
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ และเหตุผลที่ทองในมือคุณยังคงมีค่า
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ ย้อนกลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นักเคมีรางวัลโนเบลชาวเยอรมันชื่อ ฟริตซ์ ฮาเบอร์ (Fritz Haber) เคยพยายามสกัดทองคำจากน้ำทะเลเพื่อนำมาชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม แต่หลังจากทุ่มเทวิจัยไปหลายปี เขาก็ต้องล้มเลิกโครงการไป เพราะพบว่าต้นทุนด้านพลังงานและกระบวนการสกัดนั้น สูงกว่ามูลค่าทองคำที่สกัดได้ หลายเท่าตัวอย่างเทียบกันไม่ติด ซึ่งข้อสรุปนี้ยังคงเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
และนี่คือคำตอบที่ผมให้กับลูกศิษย์ไปครับ... ความยากลำบากและไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ของการสกัดทองคำจากทะเลนี่แหละครับ คือ 'หลักประกัน' ชั้นดีที่สุดที่ทำให้ทองคำที่คุณพ่อคุณแม่เก็บสะสมไว้ให้ลูกยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ 'หายาก' และมีค่า มันเป็นเหมือนตู้เซฟธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเก็บทองคำส่วนใหญ่ไว้ไม่ให้ใครเอาออกมาได้ง่ายๆ ทำให้ปริมาณทองคำที่หมุนเวียนในตลาดโลก (Supply) ยังคงมีจำกัดตามที่ World Gold Council รายงานไว้เสมอมา

มรดกที่จับต้องได้ ไม่ใช่ความฝันกลางมหาสมุทร
ดังนั้น สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนอนาคตให้ลูกน้อย การทยอยเก็บสะสมทองคำแท้ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ ยังคงเป็นการสร้างมรดกที่มั่นคงและจับต้องได้ครับ มูลค่าของมันไม่ได้ถูกค้ำยันด้วยเรื่องเล่าหรือความเชื่อ แต่ถูกค้ำยันด้วยกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์และเคมีที่ว่า 'ของดีมีน้อย' และ 'ของที่ได้มายากย่อมมีค่า' ข่าวเรื่องขุมทองใต้สมุทรจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่กลับเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ทองคำในมือของคุณนั้นมีค่าเพียงใด
ถ้าถามผมในฐานะอาจารย์และคนรักทองคำคนหนึ่ง ผมมองว่าทองคำในทะเลก็เปรียบเหมือนดาวบนฟ้าครับ เรารู้ว่ามันมีอยู่มากมาย แต่เราเอื้อมไปคว้ามาไม่ได้ ทองคำที่คุณเก็บออมด้วยน้ำพักน้ำแรงต่างหาก คือ 'ดวงดาว' ที่อยู่ในกำมือ เป็นแสงสว่างนำทางอนาคตให้กับลูกหลานได้อย่างแท้จริงครับ