แกะรอยแผนที่เศรษฐกิจโลกฉบับเกษียณสุข คู่มือ 4 ขั้นตอนจับชีพจรห่วงโซ่อุปทานจากวันวานสู่วันหน้า
ถอดรหัสเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจโลก: คู่มือ 4 ขั้นตอนสำหรับพี่ๆ วัยเก๋าเตรียมเกษียณ
ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับตัวเลขและข้อมูลเศรษฐกิจโลกมา 15 ปีเต็มจาก London School of Economics ผมอยากจะชวนพี่ๆ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กำลังวางแผนชีวิตหลังเกษียณ มาคุยกันในบรรยากาศสบายๆ ของวันเสาร์ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ครับ เราจะไม่ได้คุยกันเรื่องสูตรการลงทุนที่ซับซ้อน แต่จะมาค่อยๆ เดินทางย้อนเวลาและมองไปข้างหน้าผ่าน ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ หรือ Supply Chain ซึ่งเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของมันตั้งแต่ก่อนโควิดจนถึงวันนี้ คือกุญแจสำคัญในการปกป้องและต่อยอดเงินเก็บสำหรับวัยเกษียณของเราครับ มาเริ่มกันทีละขั้นตอนเลยครับ
ขั้นตอนที่ 1: ยุคทองของ “Just-in-Time” ภาพลวงตาแห่งความสมบูรณ์แบบ (ก่อนปี 2563)
ก่อนหน้าปี 2563 โลกของเราหมุนด้วยปรัชญาที่เรียกว่า “Just-in-Time” (JIT) พูดง่ายๆ ก็คือการผลิตและขนส่งทุกอย่างแบบพอดีเป๊ะ ไม่มีการสต็อกของเยอะๆ เพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด จีนกลายเป็นโรงงานของโลกอย่างไร้ข้อกังขา ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ดัชนีค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ทั่วโลก (World Container Index) ของ Drewry ในช่วงนั้นนิ่งสนิท อยู่ที่ราวๆ $1,500 - $2,000 ต่อตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ผลลัพธ์คืออัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำมาตลอดทศวรรษ สำหรับพอร์ตการลงทุนของพวกเราในยุคนั้น มันคือสภาวะที่ค่อนข้างนิ่งและคาดเดาได้ง่าย การลงทุนในตลาดหุ้นโลกให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แต่หารู้ไม่ว่าความเสี่ยงมหาศาลกำลังซ่อนตัวอยู่ในความมีประสิทธิภาพเกินไปนี้ครับ

ขั้นตอนที่ 2: มหันตภัยหยุดโลก จุดเปลี่ยนที่เจ็บปวด (ปี 2564-2566)
แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปครับ การระบาดของโควิด-19 เปรียบเหมือนการโยนระเบิดลงกลางเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก โรงงานปิดตัว การขนส่งหยุดชะงัก สิ่งที่ตามมาคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า The Great Disruption ตัวเลขที่สะท้อนความปั่นป่วนได้ดีที่สุดคือ ดัชนีค่าระวางเรือที่เคยนิ่งสงบกลับพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ไปแตะจุดสูงสุดที่ เหนือระดับ $10,300 ในเดือนกันยายน 2564 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 500% จากช่วงก่อนโควิด สิ่งนี้ส่งตรงไปยังราคาสินค้าทุกอย่าง อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ตามข้อมูลจาก Federal Reserve ซึ่งบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง พอร์ตการลงทุนของใครหลายคนรวมถึงพี่ๆ วัยใกล้เกษียณ เผชิญกับแรงกระแทกทั้งจากตลาดหุ้นที่ผันผวนและมูลค่าเงินออมที่ลดลงจากเงินเฟ้อ นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สอนเราว่าโลกที่เชื่อมต่อกันเกินไปก็เปราะบางเกินไปเช่นกันครับ
ขั้นตอนที่ 3: การดิ้นรนสร้างเกราะป้องกัน สู่ยุค “Just-in-Case” (ปี 2567-2569)
เมื่อผ่านพ้นช่วงที่เลวร้ายที่สุด โลกธุรกิจก็เริ่มเรียนรู้และปรับตัวครับ เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจาก “Just-in-Time” สู่ “Just-in-Case” หรือการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน บริษัทข้ามชาติต่างเริ่มกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาจีนเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป กลยุทธ์อย่าง ‘Reshoring’ (ย้ายฐานกลับประเทศ), ‘Near-shoring’ (ย้ายไปประเทศใกล้ๆ) และ ‘Friend-shoring’ (ย้ายไปประเทศพันธมิตร) กลายเป็นคำศัพท์ที่ได้ยินกันหนาหู Bloomberg รายงานว่าเม็กซิโกและเวียดนามกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ได้รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI) มหาศาล สำหรับแผนเกษียณของเรา นี่คือจุดที่ต้องจับตาครับ เพราะมันหมายถึงโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในประเทศและอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในไทยและเวียดนาม หรือบริษัทโลจิสติกส์ที่เชี่ยวชาญในภูมิภาคอาเซียน

ขั้นตอนที่ 4: พิมพ์เขียวเกษียณในสมดุลใหม่ของโลก (ปี 2570 เป็นต้นไป)
ถ้าถามผมว่าโลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมมองว่าเราจะเข้าสู่ “สมดุลใหม่” (New Equilibrium) ที่ห่วงโซ่อุปทานจะมีความเป็นภูมิภาค (Regionalization) มากขึ้น ต้นทุนการผลิตและขนส่งโดยรวมอาจจะสูงกว่ายุคก่อนโควิดเล็กน้อย ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจจะไม่ได้กลับไปต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหมือนเดิม แต่อาจจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.5% - 3.5% ซึ่งเป็นระดับที่จัดการได้ แต่สิ่งที่ได้มาแลกกันคือ ความมีเสถียรภาพและความทนทานต่อวิกฤต (Resilience) ที่สูงขึ้นมาก สำหรับพิมพ์เขียวการเกษียณของพี่ๆ การจัดพอร์ตแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เราจำเป็นต้องกระจายการลงทุนไม่เพียงแค่ในสินทรัพย์ที่หลากหลาย แต่ต้องมองการกระจายความเสี่ยงในเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Diversification) ด้วย การมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในอาเซียนที่กำลังจะกลายเป็นฮับการผลิตแห่งใหม่ของโลก ถือเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสำหรับชีวิตหลังเกษียณครับ
การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเหมือนแผนที่ขุมทรัพย์ที่กำลังถูกวาดขึ้นใหม่ การทำความเข้าใจเส้นทางทั้งสี่ขั้นตอนนี้ จะช่วยให้เรามองเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส และสามารถปรับเข็มทิศแผนการเงินเพื่อการเกษียณของเราให้มุ่งหน้าสู่ความมั่นคงได้อย่างทันท่วงทีครับ