เสี่ยวิชัยล้มบนฟูกทองคำ บทเรียนเลือดสาดเมื่อ GDP ไทยกลายเป็นเหยื่อล่อชั้นดีให้นักลงทุนติดกับ
เลิกท่องจำตำราเล่มเก่าเสียที เมื่อ GDP ไทยไม่ได้ชี้นำราคาทองอีกต่อไป
20 กุมภาพันธ์ 2569 – ผมเพิ่งวางสายจาก ‘เสี่ยวิชัย’ นักลงทุนทองคำรุ่นเก๋าที่ผมเคารพ แกโทรมาปรับทุกข์ด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก พอร์ตทองคำที่แกมั่นใจนักหนาว่าน่าจะทำกำไรจากภาวะ ‘บาทอ่อน-เศรษฐกิจซบ’ กลับทำได้แค่ ‘เสมอตัว’ เกือบจะขาดทุนด้วยซ้ำ นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ผมอยากจะแชร์ให้พวกคุณ เทรดเดอร์มืออาชีพทั้งหลายได้ฟังกันชัดๆ ครับ เลิกมองแค่ตัวเลข GDP ในประเทศกับค่าเงินบาทได้แล้ว โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว และถ้าคุณยังใช้แผนที่เก่าเดินทาง คุณกำลังจะตกเหว
เรื่องของเสี่ยวิชัยมันคลาสสิกมากครับ แกเห็นตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยไตรมาสล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้มักถูกรายงานโดย IMF หรือธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่เสมอ ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง แตะระดับ 38.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามตำราเป๊ะๆ สถานการณ์แบบนี้คือ ‘สวรรค์’ ของคนถือทองในประเทศ เพราะมันหมายถึง Double Win ราคาทองสปอต (XAU/USD) ควรจะวิ่งขึ้นในฐานะ Safe Haven และราคาทองในประเทศ (XAU/THB) ก็จะได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทที่อ่อนยวบ แกเลยจัดเต็ม Long Position ในทองคำแท่ง...แล้วก็เกือบเจ๊งครับ

ภาพลวงตาจาก ‘บาทอ่อน’ กับดักที่เซียนทองต้องผวา
ปัญหาคืออะไร? ปัญหามันอยู่ที่เสี่ยวิชัยมัวแต่มอง ‘สนามเด็กเล่น’ ของตัวเองจนลืมไปว่ามี ‘สนามรบ’ ที่ใหญ่กว่าอยู่ข้างนอก ในสัปดาห์เดียวกันนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณที่ ‘Hawkish’ กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มากเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งโป๊กขึ้นมาทันที มันไม่ใช่แค่บาทที่อ่อนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่มันคือ ‘ทุกสกุลเงิน’ ทั่วโลกต่างพากันกราบดอลลาร์กันหมด
พอเจอแบบนี้เข้าไปเกิดอะไรขึ้น? กระแสเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก...และไหลออกจากทองคำด้วย! ใช่ครับ คุณฟังไม่ผิด ในภาวะที่ดอลลาร์แข็งค่าอย่างรุนแรง ทองคำในสกุลดอลลาร์ (XAU/USD) ก็โดนทุบลงมาอย่างหนัก เพราะนักลงทุนเลือกที่จะถือ ‘เงินสดดอลลาร์’ ที่ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงกว่า แทนที่จะถือทองคำที่ไม่มีปันผล ผลลัพธ์คือ ราคาทองคำสปอตร่วงลงไปทดสอบแนวรับที่ $2,250 ต่อออนซ์ แม้ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าช่วยพยุงราคาทองในประเทศไว้บ้าง แต่กำไรที่ควรจะได้มันหายวับไปกับตา กลายเป็นแค่การ ‘เท่าทุน’ ที่น่าเจ็บใจ
สมการใหม่ของโลก: เมื่อธนาคารกลางคือเจ้ามือตัวจริง
บทเรียนของเสี่ยวิชัยสอนเราว่า สมการ ‘GDP อ่อน + บาทอ่อน = ทองขึ้น’ มันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วในโลกปี 2569 นี้ ปัจจัยมหภาคระดับโลก โดยเฉพาะท่าทีของธนาคารกลางมหาอำนาจอย่าง Fed หรือ ECB มีน้ำหนักมากกว่า GDP ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่แบบไทยอย่างเทียบไม่ติด เอาจริงๆ แล้ว ตอนนี้เกมการลงทุนทองคำมันถูกขับเคลื่อนโดย ‘สงครามค่าเงิน’ และ ‘เกมการเมืองของธนาคารกลาง’ ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้วครับ
ข้อมูลจาก World Gold Council ชี้ชัดว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลกไม่ใช่รายย่อยหรือกองทุน แต่คือ ‘ธนาคารกลาง’ ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก พวกเขากำลังทยอยลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์และสะสมทองคำเป็นทุนสำรอง นี่คือเกมที่ใหญ่กว่าที่เราคิด การเคลื่อนไหวของราคาทองคำจึงไม่ได้สะท้อนแค่ความกลัวเงินเฟ้อ แต่สะท้อนการปรับสมดุลอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกด้วย

เทรดเดอร์ทองไทยต้องมองไปที่ไหน?
ถ้าถามผมว่าแล้วเราควรจะมองไปที่ไหน? ผมบอกเลยว่าให้ลดความสำคัญของตัวเลขเศรษฐกิจไทยลง แล้วหันไปจับตาดูสิ่งเหล่านี้แทนครับ:
- นโยบายของ Fed: นี่คือปัจจัยอันดับหนึ่งที่กำหนดทิศทางค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำสปอต ทุกถ้อยแถลงของประธานเฟดมีความหมายมากกว่ารายงาน GDP ทั้งไตรมาสของไทยเสียอีก
- ความต้องการทองคำจากธนาคารกลาง: ติดตามรายงานการซื้อขายทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย นี่คือตัวชี้วัด ‘ดีมานด์ที่แท้จริง’ ในระยะยาว
- ราคา Premium ในตลาดเซี่ยงไฮ้: เลิกดูแต่ราคา COMEX ได้แล้วครับ ตอนนี้ Shanghai Gold Exchange (SGE) กำลังมีบทบาทในการกำหนดราคาทองคำฝั่งเอเชียมากขึ้น ส่วนต่างราคา (Premium) ในตลาด SGE สามารถบอกทิศทางความต้องการทองคำกายภาพในภูมิภาคนี้ได้ดีที่สุด ข้อมูลเหล่านี้สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวการเงินชั้นนำอย่าง กรุงเทพธุรกิจ หรือ Bloomberg
ผมไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจไทยไม่สำคัญนะครับ แต่มันเป็นแค่ ‘ตัวแปรประกอบ’ ในสมการที่ซับซ้อนขึ้นมาก การยึดติดกับมุมมองเดิมๆ ในวันที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเองไปยืนขวางรถบรรทุกหรอกครับ เสี่ยวิชัยโชคดีที่แค่เสมอตัว แต่ถ้าครั้งหน้า Fed เอาจริงกว่านี้ หรือมีวิกฤตการณ์อื่นซ้ำเติมเข้ามา...บทเรียนอาจจะ ‘เลือดสาด’ กว่านี้เยอะครับ