เสียงกระซิบจากห้องประชุมโลก เมื่อดอลลาร์ไม่ใช่พระเอกตลอดกาล ทองคำกำลังจะรับบทอะไร
เรื่องเล่าจากโต๊ะทำงาน LSE ถึงวันที่โลกเริ่มไม่ไว้ใจเงินดอลลาร์
ผมยังจำวันแรกๆ ที่เริ่มทำงานเป็นนักวิเคราะห์ที่ลอนดอนได้ดีครับ สมัยนั้นราวๆ 15 ปีก่อน ทุกตำรา ทุกการประชุม ทุกโมเดลเศรษฐกิจ มีเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นศูนย์กลางจักรวาล เหมือนเป็นอากาศที่เราหายใจเข้าไปโดยไม่เคยตั้งคำถาม แต่ลึกๆ ในวงสนทนาของนักวิเคราะห์รุ่นใหญ่ พวกเขาเริ่มพูดถึงรอยร้าวเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันเป็นเสียงกระซิบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า "แล้วถ้าวันหนึ่ง...ดอลลาร์ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายล่ะ?" วันนี้ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เสียงกระซิบนั้นกลายเป็นเสียงตะโกนแล้วครับพี่ๆ น้องๆ
เทรนด์ที่ผมพูดถึงนี้ เราเรียกกันในวงการว่า De-dollarization หรือ "การลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์" พูดง่ายๆ ก็คือ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะมหาอำนาจฝั่งตะวันออกอย่างจีนและรัสเซีย เริ่มรู้สึกว่าการฝากชะตาเศรษฐกิจทั้งประเทศไว้กับเงินสกุลเดียวมันเสี่ยงเกินไป เหมือนเราเอาไข่ทุกฟองใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ถ้าตะกร้านั้นหล่น...ก็จบกัน พวกเขาจึงเริ่มมองหาสิ่งอื่นมาค้ำประกันความมั่งคั่งของประเทศตัวเองครับ

เมื่อมหาอำนาจเริ่ม "ตุนเสบียง" ในรูปแบบทองคำ
แล้วพวกเขาหันไปหาอะไร? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ ทองคำ ครับ พี่ๆ ลองนึกภาพตามนะครับ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศก็เหมือนหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลเงินในบ้านให้งอกเงยและปลอดภัย ที่ผ่านมาพวกเขาเก็บเงินในรูปของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหลัก เพราะมันมั่นคงและให้ผลตอบแทนดี แต่เมื่อความเชื่อมั่นใน "หัวหน้าใหญ่" อย่างสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอนจากการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินเป็นอาวุธ พวกเขาก็ต้องหาที่เก็บเงินใหม่ที่ปลอดภัยกว่า
ข้อมูลจาก Reuters และสภาทองคำโลก (World Gold Council) ยืนยันตรงกันว่า ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน อินเดีย และตุรกี ได้เข้าซื้อทองคำสุทธิในปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่การซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นนะครับ แต่มันคือการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว เป็นการส่งสัญญาณว่า "เรากำลังสร้างสมดุลอำนาจใหม่ และทองคำคือสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันในเกมนี้"
ผลกระทบที่คนวัยเกษียณอย่างเราต้องเข้าใจ
พี่ๆ อาจจะสงสัยว่า แล้วเรื่องของประเทศใหญ่ๆ ทะเลาะกัน มันจะมากระทบเงินในกระเป๋าของเราได้อย่างไร? กระทบเต็มๆ เลยครับ เพราะเมื่อความต้องการดอลลาร์ในเวทีโลกลดลง ค่าเงินก็จะผันผวนง่ายขึ้น เงินที่เราเก็บมาทั้งชีวิตในรูปของเงินบาท ซึ่งก็ผูกโยงกับค่าเงินดอลลาร์อยู่ดี อาจจะมีมูลค่า ลดลง ได้จากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เลย พูดอีกอย่างคือ ความเสี่ยงของระบบการเงินโลกมันสูงขึ้น ครับ
ในภาวะแบบนี้ การมีสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีมูลค่าในตัวเองอย่างทองคำไว้ในพอร์ตการลงทุนบ้าง มันไม่ใช่เรื่องของการตามแฟชั่น แต่มันคือการซื้อ "ประกันความมั่นคง" ให้กับชีวิตหลังเกษียณของเรา ลองคิดดูสิครับว่าไม่ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนหรือแข็ง ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทองคำก็ยังเป็นทองคำเสมอ มันคือสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบการเมืองและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกมานับพันปี

แล้วเราควรทำอย่างไร? คำแนะนำจากใจรุ่นพี่
ถ้าถามผมในฐานะคนที่คลุกคลีกับข้อมูลเหล่านี้ทุกวันและในฐานะพี่คนหนึ่งที่อยากเห็นน้องๆ มีชีวิตหลังเกษียณที่สบายใจ ผมไม่ได้แนะนำให้เทขายทุกอย่างแล้วไปซื้อทองคำนะครับ นั่นเป็นการกระทำที่เสี่ยงเกินไป แต่ผมอยากให้มองว่า การแบ่งเงินออมส่วนหนึ่ง มาเก็บในรูปแบบของทองคำแท่ง (ย้ำว่าทองคำแท่งนะครับ เพราะมีส่วนต่างราคาซื้อขายน้อยกว่า) สัก 5-15% ของพอร์ตทั้งหมด ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ชาญฉลาดในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงครับ
จากข้อมูลของ YLG Bullion จะเห็นว่าราคาทองคำในระยะยาวมีแนวโน้ม ปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น มันอาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนหวือหวาเหมือนหุ้นเทคโนโลยี แต่มันให้ "ความสบายใจ" ซึ่งสำหรับวัยเราแล้ว สิ่งนี้อาจมีค่ามากกว่าผลกำไรเสียอีกครับ
โลกการเงินหลังจากนี้จะไม่มีอะไรง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป การที่มหาอำนาจเริ่มหันหลังให้ดอลลาร์ คือสัญญาณเตือนว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมและมี "สมอเรือ" ที่แข็งแกร่งอย่างทองคำไว้บ้าง จะช่วยให้เราล่องเรือชีวิตผ่านพายุเศรษฐกิจลูกนี้ไปได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยครับ